เมษายน 25, 2018 | 341 views

เรื่องเล่าไทย-ญี่ปุ่น

ทิหมูมีโอกาสได้ไปเที่ยวเมืองญี่ปุ่น (ครั้งที่ 2) ระหว่างวันที่ 17-23 เมษายน 2561 ที่ผ่านมา ได้รับทั้งความสนุกอิ่มหมีพีมันและประสบการณ์ดีๆ มาเล่าสู่กันฟังครับ เดินทางจากสนามบินสุวรรณภูมิด้วย สายการบินไทย กับเครื่องบินแบบ Airbus A380 ลำใหญ่เหิรฟ้าจากไทยแลนด์แดนสมายล์ (จริงหรือ? มีคำตอบท้ายเรื่อง) ไปยังสนามบินคันไซ KIX (สนามบินที่มนุษย์สร้างเกาะขึ้นกลางทะเลเพื่อเป็นสนามบินขนาดใหญ่) แทนสนามบินโอซาก้าบนบกที่รองรับเที่ยวบินและเครื่องบินขนาดใหญ่ไม่ได้มากนัก ได้รับการบริการที่ดีตลอดการเดินทางครับ

ถึงสนามบินคันไซแล้ว พักรอลูกชายที่จะบินมาสมทบจากนครดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ จากนั้นเดินทางด้วยรถไฟออกจากสนามบินมุ่งตรงไปพักที่เกียวโต (เมืองหลวงเก่า) เพื่อท่องเที่ยวที่นั่นสองวัน ขอเล่าในส่วนที่ประทับใจมากที่สุดคือ การให้บริการที่เป็นพิเศษสำหรับผู้ชรา ผู้พิการ สตรีมีครรภ์ และเด็ก ซึ่งญี่ปุ่นจะให้ความสำคัญมาก โดยเจ้าหน้าที่ของสนามบิน ต.ม. สถานีรถไฟฟ้า รถเมล์ รถแท็กซี่ และฝ่ายอื่นๆ จะคอยอำนวยสะดวกให้ตลอดเวลาไม่เกี่ยงงอน พร้อมที่จะช่วยเหลือเราตลอดเวลา ตั้งแต่การเข้ามาช่วยเข็นรถวีลแชร์ พาเข้าช่องบริการพิเศษ จัดหา Ramp (สะพานพาดสำหรับเข็นรถวีลแชร์ขึ้นขบวนรถไฟ) ให้โดยไม่เกี่ยงงอน แท็กซี่ไม่มีปฏิเสธผู้โดยสารไม่ว่าจะใกล้ไกลแค่ไหน

รถไฟฟ้าจากสนามบินคันไซไปเกียวโต

บนรถไฟฟ้าสะดวกสบาย

แม้แต่การไปเที่ยวสวนสนุกที่ Universal Studio Japan ก็ยังได้รับสิทธิพิเศษทั้งครอบครัว จากพ่อที่พิการนั่งวีลแชร์ โดยเขาจะให้พาสปอร์ตพิเศษของสวนสนุก และสติกเกอร์ติดที่ปกเสื้อของทุกคน สามารถผ่านประตูเข้าชมการแสดงต่างๆ เช่น ภาพยนตร์ 3 มิติเรื่อง คนเหล็ก การแสดงการดับเพลิง การล่องเรือผจญภัยกับฉลามยักษ์ (Jaws) ชมปราสาทฮอกวอร์ต (เรื่อง แฮรี่ พอตเตอร์) ได้โดยช่องทางพิเศษอยู่ในแถวหน้าเลย ซึ่งลูกชายเคยไปเที่ยวมาหลายครั้งบอกว่า ต้องเข้าคิวต่อแถวนานกว่า 2 ชั่วโมงเพื่อการเข้าชมในที่ต่างๆ แต่คราวนี้ไม่ต้องรอคิวเลย (สิทธิพิเศษจากพ่อ) การเล่นเครื่องเล่นก็เหมือนกันแค่มีสติกเกอร์ที้ปกเสื้อก็ลัดคิวเล่นก่อนได้เลย พนักงานจะเข้ามาสอบถามผมว่ามาจากไหน พอบอกว่ามาจากประเทศไทย เขาก็จะคุยต่อว่าเขาพูดไทยได้นะ สวัสดีคะ(ครับ) ยกมือไหว้พร้อมกล่าวขอบคุณค่ะ(ครับ) เราก็ตอบ อาริกาโต้ หัวเราะยิ้มแย้มกันไป

ที่สวนสนุก Universal Studio

ถ่ายภาพกับฉลามขาวในภาพยนตร์เรื่อง Jaws

ได้ไปตามหาของกินขึ้นชื่อที่มีการรีวิวกันมาเช่น หมูทอดทงคัทสึในตำนานที่เกียวโต กินสเต๊กเนื้อโกเบที่เมืองโกเบ  กินปูยักษ์อร่อยที่โอซาก้า เนื้อย่างวากิว และทะเลเผารสเด็ด อร่อยครับแต่แพงระยับเหมือนกัน เฉลี่ยตกมื้อละสองพันบาท/คนเลยทีเดียว เพื่อประสบการณ์ชีวิตครับแพงก็ยอมแต่อร่อยสมคำร่ำลือ อยากทานเยอะๆ แต่กลัวงบบานปลาย (สงสารสปอนเซอร์ลูกชายที่รักที่ต้องจ่ายหนัก) เลยเอาแค่พอได้สัมผัสระลึกถึงได้ก็พอ (ที่สำคัญก่อนเดินทางไปพบหมอบอกจะไปญี่ปุ่น หมอใจดีเลยสั่งเจาะเลือดตรวจน้ำตาลตอนกลับมาเลยทีเดียว)

ไปทานเนื้อโกเบที่เมืองโกเบ

พ่อครัวย่างเนื้อสเต็กที่โต๊ะเลย มีดคมมาก

ค่าครองชีพที่ญี่ปุ่นสูงครับ แต่คุณภาพชีวิตดี บ้านเมืองสะอาด หาถังขยะยาก แต่ทุกคนก็จะเก็บขยะเอาไปทิ้งที่บ้านหรือในที่ที่จัดให้ ไม่ทิ้งไปทั่ว แม่น้ำลำคลองทั้งในเมืองและนอกเมืองจึงใสสะอาด ถนนหนทางรถไม่เยอะ ไม่มีสะพานลอยคนข้าม เพราะระบบขนส่งสาธารณะของเขาดีมาก มีการเชื่อมโยงถึงกันไปหมด คนญี่ปุ่นมีเงินก็ไม่ค่อยซื้อรถ เพราะไม่มีที่จอด (ถ้าเป็นในเมือง) ค่าเช่าที่จอดรถแพงมาก นิยมใช้รถยนตร์ขนาดเล็ก ไม่เกิน 650 ซีซี เพราะหาที่จอดง่าย มลพิษต่ำ (ถ้าไปเห็นช่องจอดรถในบ้านของคนญี่ปุ่นแล้วจะอึ้งมาก ด้านฝั่งตรงข้ามคนขับชิดผนังไม่ถึงฝ่ามือ) คนส่วนใหญ่มองว่า ไม่จำเป็นต้องมีรถเป็นของตนเองเพราะบริการสาธารณะดี แท็กซี่ไม่มีเกี่ยงงอน เดินทางสะดวกนั่นเอง

คนข้ามถนน จักรยาน ได้สิทธิมากกว่ารถยนต์ ไม่มีสะพานลอยให้ลำบาก

ผู้คนนิยมใช้จักรยานกันมากและคุ้มค่า มีรถจักรยานทำมาเพื่อการขับขี่บรรทุกลูกเล็กๆ ไปโรงเรียน ที่เบาะนั่งมีเข็มขัดคาดเพื่อความปลอดภัย ทั้งที่นั่งด้านหน้า (ตรงแฮนด์) และด้านหลัง สะดวกในการเดินทาง คนขับรถยนตร์จะให้เกียรติคนเดินถนน จักรยานมาก มีไฟจราจรสำหรับคนข้ามถนน รถยนตร์จะหยุดรอให้คนข้ามจนหมดก่อน แม้ในมุมรถเลี้ยวซ้ายก็จะรอให้คนข้ามก่อนเสมอ (ถ้าเป็นเมืองไทยแม่งมันบีบแตรไล่ดังลั่น แล้วอย่าคิดฝันว่าจะเข็นรถวีลแชร์ได้ในถนนทางเดินเท้าบ้านเรา ไหนจะหลบหลุมแล้วยังต้องหลีกทางให้พวกมอเตอร์ไซค์ย้อนศรอีก) การใช้ความเร็วเป็นไปตามกฎหมายกำหนด ถนนโล่งๆ 4-6 เลนเป็นแบบวันเวย์ แอบชำเลืองดูมิเตอร์แท็กซี่ก็ไม่เห็นเกิน 60 กม./ชม. สักคัน มันไม่ใช่เพียงกฎหมายบังคับ แต่มันเป็นระเบียบวินัย สามัญสำนึกของคนมากกว่า ชื่นชมจริงๆ ถ้าบ้านเราคงมีเหยียบกันจมมิดแซงซ้าย ย้ายขวากันจนมีอุบัติเหตุมากมายแน่ๆ แปลกใจอย่างหนึ่งคือพบเห็นจักรยานยนต์น้อยมากครับ

บนเครื่องบิน Air Bus A380 กว้างขวางสบาย

พอกลับมาถึงเมืองไทย ยิ่งเห็นได้ชัดถึงความไม่มีจิตใจบริการของคนในอาชีพบริการบ้านเรา ออกจากสนามบินสุวรรณภูมิจะกลับบ้านใช้บริการแท็กซี่ ครอบครัวผมขากลับมี 3 คน (เพราะลูกชายแยกบินกลับไปทำงานที่เอมิเรตส์) กระเป๋า 2 ใบ และวีลแชร์หนึ่งคัน จะใช้แท็กซี่โตโยต้าอัลติสก็ใส่ไม่หมดติดถังแก๊ส LPG เลยเจาะจงใช้บริการแท็กซี่คันใหญ่อย่าง โตโยต้าอินโนวา หรือฟอร์จูนเนอร์ ไปรับบัตรคิวมาจะขึ้นรถ คนขับเกี่ยงงอนว่าใกล้อยากให้เหมา เราไม่ยอม คนขับก็เข็นกระเป๋าเรากลับไปที่เคาท์เตอร์ จะปฏิเสธผู้โดยสารว่างั้นเถอะ แต่เคาท์เตอร์ดันมีผู้ตรวจการขนส่งมาพอดี ท่านบอกว่าจะไปส่งผู้โดยสารหรือจะให้ปรับพันบาทโดยไม่ต้องไปส่ง มันก็หัวเสียเข็นกระเป๋ากลับมาที่รถไปส่งเราแบบปฏิเสธไม่ได้ แต่ก็ขับแบบควายๆ กระโชกโฮกฮาก (คนขับหมายเลข 114848) นี่คือความเหี้ยของบริการสาธารณะบ้านเรา ที่เจอทันทีเมื่อกลับมาถึงแผ่นดินเกิด

ในแท็กซี่รุ่นใหม่ของญี่ปุ่นเป็นรถยนต์ไฮบริดจ์ LPG + Motor

ทำให้คนไทยต้องหาเงินซื้อรถมาใช้กันเอง เพราะบริการสาธารณะมันห่วยมากเช่นนี้ ทั้งแท็กซี่ รถไฟฟ้า รถเมล์ ทั้งเก่า ควันดำ เสียบ่อยและน้ำใจบริการไม่มี ที่ญี่ปุ่นคนที่ขับแท็กซี่ได้ต้องมีอายุเกิน 35 ปีขึ้นไป ทั้งคนขับและรถแท็กซี่ (โตโยต้าคราวน์) นั้นเก๋าพอๆ กัน อัธยาศัยดีมากทุกคน (ครั้งนี้ ใช้บริการมากกว่า 10 ครั้ง) ยอดเยี่ยมทุกคัน เดี๋ยวนี้มีโตโยต้าคัมรี่ พรีอุส และใหม่ล่าสุด Toyota JPN Taxi ที่เตรียมรองรับการจัดโอลิมปิค 2020 โดยเฉพาะที่กว้างขวางมาก รองรับคนใช้วีลแชร์เต็มพิกัด เป็นรถยนตร์ไฮบริดจ์ (น้ำมัน + LPG + Motor) อยากให้นำมาใช้เป็นแท็กซี่บ้านเราจะเริ่ดมาก

Toyota Taxi JPN

แท็กซี่รุ่นใหม่ต้อนรับโอลิมปิก 2020 ที่ญี่ปุ่น Toyota JPN Taxi

เมืองไทยต้องปรับปรุงคนให้มีใจรักการบริการมากกว่านี้ นักท่องเที่ยวหนีหมดแน่ถ้าไม่รีบแก้ไข ทั้งรถโดยสารที่เก่า สกปรก คนขับกระโชกโฮกฮาก แข่งขันกันแย่งผู้โดยสาร ไม่เข้าป้าย รถไฟฟ้าต้องมีให้เพียงพอบริการตรงเวลา รถแท็กซี่ที่ไม่ปฏิเสธผู้โดยสาร สุภาพรักการบริการ ภาคราชการต้องทำงานเชิงรุกมากกว่านี้

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *